Welcome Guest, please login or register.
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10
 81 
 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2013, 02:58:18 PM 
เริ่มโดย ภูธรนิวส์ - กระทู้ล่าสุด โดย ภูธรนิวส์
      ที่สภ.แม่ฟ้าหลวงจังหวัดเชียงราย พล.ต.ต.วันชัย สุวรรณศิริเขต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เดินทางมาทำการสอบปากคำ นายปราโมทย์ กมลาสน์กมุท และนายพระชาย กมลลาสน์กมุท  พี่น้องชาวเขาเผ่าม้ง ชาวอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ที่ถูกตำรวจภูธรแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 3 กองกำลังผาเมือง และทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 1 จับกุมไว้ได้พร้อมกับของกลาง โดยก่อนหน้านี้สายสืบรายงานว่าจะมีการลักลอบซุกซ่อนยาบ้าจำนวนมากเพื่อนำไปส่งยังพื้นที่ชั้นในของประเทศผ่านมาบนถนนสายบ้านเทอดไท-บ้านหินแตก หมู่1.ต.เทอดไท จึงทำการตั้งจุดตรวจบริเวณหน้าตู้ยามตำรวจบนถนนสายดังกล่าว  ต่อมามีรถกระบะ บต 7456 ตาก วิ่งผ่านมาพร้อมกับมีนายปราโมทย์ กมลาสน์กมุท เป็นคนขับ มีนายพระชาย กมลลาสน์กมุท นั่งมาด้วยบริเวณเบาะนั่งข้าง เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณเพื่อหยุดรถและพบว่าชายทั้งสองมีอาการส่อพิรุธจึงนำตัวมาสอบสวนและตรวจค้นรถแต่ครั้งแรกไม่พบสิ่งผิดปกติ เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจค้นอย่างละเอียดอีกครั้งและพบว่าบนพื้นหลังคารถที่มีการต่อเติมโครงหลังคาเหล็กมาปิดทับไว้มีร่องรอยการยึดด้วยน็อตใหม่เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจงัดแผงเหล็กออกพบยาบ้า 100,000 เม็ด ที่ถูกห่อด้วยกระดาษขาวมัดด้วยไม้ไผ่เป็นพวงคล้ายการห่อแหนมเจ้าหน้าที่จึงทำการจับกุมตัวชายทั้งสองพร้อมยาบ้าไว้ จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การสารภาพว่าได้รับจ้างขนยาบ้าจาก บ.สันมะเข็ด ต.แม่สลองใน  อ.แม่ฟ้าหลวง เพื่อไปส่งยังจังหวัดนครสวรรค์ เป็นเงิน 200,000 บาท  และเคยทำมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ละครั้งจะทำทีเป็นพ่อค้าเร่ขายชุดชาวเขาเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่แต่ก็มาถูกจับได้เสียก่อน
      พล.ต.ต.วันชัย สุวรรณศิริเขต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย  หากบาย้าล็อตนี้เล็ดรอดไปได้จะมีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านบาททีเดียว

 82 
 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2013, 12:22:02 PM 
เริ่มโดย ภูธรนิวส์ - กระทู้ล่าสุด โดย ภูธรนิวส์
วันที่ 17 พ.ค.56 ที่ห้องประชุมคชสาร ศูนย์บริการการเรียนรู้และนันทนาการ(สนามกีฬากลาง) นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม บรรยายพิเศษและมอบนโยบายต้านภัยมะเร็งเต้านม หลังจากนั้นเป็นการบรรยายเรื่อง "สถานการณ์มะเร็งเต้านม แนวทางการป้องกันมะเร็งเต้านมและการตรวจเต้านมด้วยตนเอง" โดยมี นายแพทย์อิทธิพงษ์ ยอดประสิทธิ์และคณะ จากรพ.เชียงรายประชานุเคราะห์เป็นวิทยากร ในการอบรมครั้งนี้มีกลุ่มสตรีในจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) อสม.เชี่ยวชาญรพ.สต.ละ 1 คน สมาชิกชมรมสตรีไทยห่วงใยสุขภาพจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมกว่า 500 คน

สำหรับโรคมะเร็งเต้านมนั้นทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายพบว่าชาวเชียงรายป่วยด้วยมะเร็งเต้านม เป็นอันดับ 6 ใน 10 ของโรคที่พบบ่อยในรพ.เชียงราย จึงได้เร่งฝึกทักษะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และ อสม.เชี่ยวชาญ ให้ตรวจมะเร็งได้อย่างถูกต้อง หากค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่แรก จะลดการป่วยและเสียชีวิต เผยสถิติของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เข้ารับการรักษาใน รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ปี 2552-2554 พบสูงขึ้นทุกปีตามลำดับคือ 1,000 ราย , 1,200 ราย และ 1,600 ราย

ด้านนายแพทย์ชำนาญ หาญสุทธิเวชกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ประเทศไทยพบคนไทยเป็นมะเร็งเต้านมเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปากมดลูก สำหรับจังหวัดเชียงรายพบผู้ป่วยและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยพบการป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมในหญิงชาวเชียงรายเป็นอันดับ 6 ใน 10 อันดับแรกที่พบบ่อยของผู้ป่วยในปี 2554 ใน รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ และจากสถิติของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เข้ารักษาใน รพ.เชียงรายฯ ปี 2552-2554 เพิ่มสูงขึ้นทุกปีคือ ปี 2552 จำนวน 1,000 ราย ปี 2553 จำนวน 1,200 ราย และปี 2554 จำนวน 1,600 ราย การป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมีหลายวิธี แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการตรวจเต้านมด้วยตนเองได้อย่างถูกต้อง หากค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่แรก จะลดการป่วยและเสียชีวิตได้

นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายกล่าวอีกว่า การจัดอบรมในครั้งนี้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กำหนดจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “โครงการยกระดับการพัฒนาคุณภาพการตรวจมะเร็งเต้านมสตรีจังหวัดเชียงราย” เพื่อให้ผู้ที่ผ่านการประชุมและฝึกปฏิบัติ สามารถเป็นวิทยากรระดับอำเภอ/ตำบล ช่วยถ่ายทอดความรู้ ทักษะและแนวทางการดูแลและเฝ้าระวังมะเร็งเต้านม ตลอดจนสามารถประเมินการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีกลุ่มเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง

 83 
 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2013, 10:09:27 AM 
เริ่มโดย ภูธรนิวส์ - กระทู้ล่าสุด โดย ภูธรนิวส์
เมื่อวันที่ 16 พ.ค.56 พ.อ.พรชัย ดุริยพันธ์ รอง.ผอ.กอ.รมน.จว.เชียงราย ร่วมกับ นายทนงศักดิ์ ธรรมโม ผู้อำนวยการส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ย่อยบ้านดู่ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้บุกเข้าทำการตรวจยึดไม้สักทองที่ ศาลาประชาคมหมู่บ้านโป่งพระบาท ม.7 ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งชาวบ้านกำลังใช้เลื่อยยนต์แปรรูปไม้สักอยู่

เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ได้สั่งให้ชาวบ้านหยุดทำการแปรรูปไม้สักดังกล่าวเนื่องจากเป็นการกระทำผิดกฎมาย ฐานทำไม้และทำอันตรายด้วยประการใดๆ แก่ไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยประการใดๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7, 11, 73 พระราชบัญญัติป่าไม้ ฉบบที่ 3 พ.ศ.2494 สำหรับไม้สักดังกล่าว เป็นไม้สักที่ชาวบ้านได้ทำประชาคมกับว่าจะตัดมาเพื่อทำโต๊ะไว้ใช้เป็นส่วนรวมในหมู่บ้าน จึงได้ตัดไม้ในที่ของป่าชุมชนภายในหมู่บ้าน แต่เนื่องจากบริเวณป่าดังกล่าวเป็นป่าสงวน จึงเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

ในเบื้องต้นขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมการแปรรูปไม้ดังกล่าว ได้มีชาวบ้านมาปิดล้อมไม่ให้เจ้าหน้าที่ทำการจับกุมและออกจากพื้นที่ได้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขอกำลังเสริมช่วยเหลือ แต่สุดท้ายทางเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงถึงการจับกุมดังกล่าวให้ชาวบ้านทราบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมายชาวบ้านจึงได้ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้

ซึ่งไม้ที่ชาวบ้านได้ทำการตัดมานั้นมีจำนวน 4 ต้นมีมูลค่าต้นละ 2 แสนบาท แต่หากนำมาแปรรูปแล้วจะมีมูลค่าถึง 6 แสนบาท สำหรับการจับกุมในครั้งนี้สามารถยึดไม้สักทองได้จำนวน 4 ต้นซึ่งบางต้นถูกแปรรูปไปแล้ว พร้อมกับเลื่อยยนต์จำนวน 3 เครื่อง ซึ่งไม้ของกลางที่ชาวบ้านได้ตัดมานั้นทาง ส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย) จะเป็นผู้เก็บรักษาไว้

นายทนงศักดิ์ ธรรมโม ผู้อำนวยการส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย) กล่าวว่า สำหรับไม้สักนั้นไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักรก็เป็นไม้ห้วงห้ามประเภท ก.การจะทำไม้สักหรือทำอันตรายด้วนประการใดๆ ต้องได้รับอณุญาติจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ก่อน หากกระทำการใดโดยไมได้ขออนุญาตถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

 84 
 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2013, 04:07:09 PM 
เริ่มโดย ภูธรนิวส์ - กระทู้ล่าสุด โดย ภูธรนิวส์
รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่าจากกรณีชาวบ้านทุ่ง ม.2 ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน ชายแดนไทย-สปป.ลาว ชื่อว่านายล้วน จันทร์แปงเงิน อายุ 70 ปีได้ประกาศขายกระบือหรือควาย 2 ตัวอายุ 3 ปีเท่ากันโดยเป็นควายเผือก 1 ตัวและควายดำ 1 ตัว เพราะไม่สามารถแบกรับภาระเลี้ยงดูได้แต่ก็ไม่อยากให้ถูกนำไปขายต่อที่โรงฆ่าสัตว์ และต่อมามีการเผยแพร่ข่าวสารนี้ทางสื่อสาธารณะหรือโชลเชียลมีเดียร์จนทำให้มีผู้ใจบุญพากันร่วมบริจาคเป็นจำนวนมากนั้น ล่าสุดนายวชิระ รัศมีจันทร์ นักธุรกิจเจ้าของโครงการโขงวิว บ้านห้วยเกี๋ยง ม.8 ต.เวียง อ.เชียงแสน ได้รับเป็นเจ้าภาพในการรวบรวมเงินจากผู้ใจบุญแล้วและนำเงินไปมอบให้กับนายล้วนตามจำนวนที่ต้องการคือ 65,000 บาทแล้ว

ล่าสุดเมื่อครบกำหนดในการจะนำตัวกระบือทั้ง 2 ตัวไปเลี้ยงนายวชิระก็รับภาระจะนำไปเลี้ยงดูเองโดยนำไปเลี้ยงร่วมกับม้าและแกะซึ่งทางโครงการยังมีโขงวิวสเตชั่นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดกับอาคารพาณิชย์และที่อยู่อาศัยในบริเวณเดียวกัน โดยได้ใช้รถยนต์กระบะไปขนกระบือทั้ง 2 ตัวจากบ้านของนายล้วน จากนั้นได้แจ้งให้เจ้าตัวทราบว่าภายหลังจากตนได้บริจาคนำร่องไปก่อนเป็นเงิน 10,000 บาทและต่อมาได้มีผู้ใจบุญร่วมบริจาคอย่างคับคั่งทั้งในพื้นที่ จ.เชียงราย เองและต่างจังหวัดปรากฎว่าได้ยอดเงินมากว่า 90,000 บาท จึงได้หักที่จ่ายให้ไปไว้สำหรับการเลี้ยงดูไม่ว่าจะเป็นจัดหาน้ำเกลือแร่บำรุงและอื่นๆ โดยได้งดการรับบริจาคไปได้หลายวันแล้วเพราะไม่เช่นนั้นเกรงว่าจะมีผู้บริจาคมาอีกเรื่อยๆ ก็จะบริหารลำบาก

นายวชิระ กล่าวว่าจากนี้จะนำกระบือทั้งคู่ไปเลี้ยงไว้ที่คอกซึ่งเตรียมเอาไว้ให้อยู่คู่กันแต่อยู่ในโรงเดียวกับม้า โดยจัดคนเลี้ยงดูอย่างดีโดยเฉพาะมีลำธารด้านหลังโครงการให้กระบือทั้งคู่ได้นอนเล่นน้ำซึ่งเป็นปกติของกระบืออยู่แล้ว รวมทั้งจะติดป้ายประกาศรายชื่อผู้ร่วมบริจาคและจำนวนเอาไว้อย่างละเอียดเอาไว้บริเวณที่ใช้เลี้ยงเพื่อให้ผู้ที่บริจาคหรือประชาชนทั่วไปที่สนใจสามารถไปดูได้ต่อไป ทั้งนี้เดิมโครงการมีเพียงม้า แกะ ฯลฯ จากนี้ก็จะมีกระบือเผือกคู่อันเกิดจากการ่วมทำบุญของประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย

รายงานข่าวแจ้งอีกว่าสำหรับกระบือทั้ง 2 เมื่อถูกขนย้ายไปจากบ้านของนายล้วนปรากฎว่ามีอาการขัดขืนเพราะจำเป็นต้องใช้รถที่ใช้ขนกระบือไปส่งที่โรงฆ่าสัตว์ ทำให้กระบือทั้งคู่อาจได้กลิ่นผิดปกติหรือมีสัญชาตญานทำให้ไม่อยากขึ้นรถโดยกว่าจะชักลากขึ้นรถได้นายล้วนและเพื่อนบ้านก็ใช้เวลาอยู่นานพอสมควร กระทั่งเมื่อสามารถขนย้ายไปยังโครงการโขงวิวสเตชั่นและนำลงจากรถ ปรากฎว่ากระบือทั้งคู่เมื่อพบว่าไม่ได้ถูกนำไปโรงฆ่าสัตว์ก็ไม่ได้ตื่นตัวและให้ความร่วมมือในการชักจูงไปยังจุดต่างๆ ทั้งพาไปกินหญ้า โรงที่ใช้เลี้ยง ลำน้ำห้วยเกี๋ยงซึ่งไหลผ่านหลังโครงการก่อนลงสู่แม่น้ำโขง ฯลฯ โดยนายล้วนและญาติตามไปส่งเพื่อแนะนำวิธีการเลี้ยงให้เจ้าหน้าที่โครงการก่อนจะบอกกล่าวกระบือทั้งคู่ว่าไม่ต้องกังวลเพราะรอดชีวิตจากการถูกนำไปฆ่าแล้วก่อนที่จะเดินทางกลับบ้า ขณะดียวกันนายชยกฤษณ์ นิสสัยสุข นายกเทศมนตรี ต.เวียงเชียงแสน ก็ไปร่วมรับกระบือทั้งคู่ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น

 85 
 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2013, 11:36:54 PM 
เริ่มโดย ภูธรนิวส์ - กระทู้ล่าสุด โดย ภูธรนิวส์
พระปิดตาหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี

ประวัติโดยย่อ

                หลวงปู่ยิ้ม เป็นชาววังด้ง จ.กาญจนบุรี เกิดเมื่อปี พ.ศ.2389 ครั้นอายครบบวชก็อุปสมบทที่ วัดทุ่งเสมอ ได้รับฉายา “จันทโชติ” ท่านได้ศึกษาหนังสือขอม บาลีมงคลทีปนี มูลกัจจายน์พระเจ้า 10 ชาติ และสูตรสนธิจนมีความชำนาญแตกฉาน ทั้งยังสามารถท่องปาฏิโมกข์ได้ตั้งแต่พรรษาที่ 2 ท่านชอบแสวงหาวิชาความรู้และวิทยาคมต่างๆ ได้ศึกษากับเกจิอาจารย์เก่งๆ หลายรูป อาทิ เรียนด้านทำน้ำมนต์โภคทรัพย์ วิธีทำธงกันอสุนีบาตและพายุคลื่นลม วิชาหวายลงอักขระ และลูกอมหมากทุย เป็นต้น ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยนั้น แม้หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ก็เคยธุดงค์มาจำวัดด้วยที่วัดหนองบัว และได้แลกเปลี่ยนวิชาความรู้กัน หลวงปู่ยิ้ม เป็นพระเกจิที่มีความสมถะสูง ไม่หลงวิชาอาคม วัตถุมงคลตลอดจนเครื่องรางของขลังของท่าน เป็นที่ต้องการของบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนมากมาย ผู้ใดได้ไว้ติดตัวนับว่าโชคดีมาก

พิมพ์ทรง เนื้อหามวลสาร

                พระปิดตาหลวงปู่ยิ้ม จะมีเนื้อมวลสารแตกต่างจากพระปิดตาคณาจารยรูปอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด เนื้อจะดูซวกๆ ไม่แน่น ถ้าใช้กล้องส่องจะพบเศษกากเปลือก หอยเป็นประกาย เนื่องจากการสร้างนั้นใช้ ดิน “รังหมาล่า” มาเป็นส่วนผสมตามสูตรเฉพาะตัว จำแนกพิมพ์ได้หลายพิมพ์ มีอาทิ

- พิมพ์ใหญ่

- พิมพ์เล็ก

- พิมพ์ปิดตาอุ้มท้อง หรือพิมพ์สังกัจจายน์

- พิมพ์แข้งซ้อน ฯลฯ

                การพิจารณาให้สังเกตช่วงพระมือที่ปิดตาจะเป็นลักษณะปิดตาพนมมือ จะเห็นเป็นสันคมขึ้นมา ปลายศอกด้านขวามือขององค์พระจะยาวกว่าด้านซ้ายมือ ด้านล่างสำหรับพิมพ์ใหญ่จะเป็นรอบบุ๋มลึกลงไป เป็นตำหนิอันเกิดจากแม่พิมพ์ เท่าที่พบมีทั้งจุ่มรัก จุ่มยางไม้คลุมรัก หรือไม่จุ่มรัก เป็นที่น่าสังเกตว่าพระปิดตาหลวงปู่ยิ้มนี้จะเป็นรักไทยสีดำไม่ใช่รักจนสีดำ

 86 
 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2013, 11:22:35 PM 
เริ่มโดย ภูธรนิวส์ - กระทู้ล่าสุด โดย ภูธรนิวส์
พระหลวงพ่อทวด วัดพระสิงห์ พ.ศ.๒๕๐๖
    เซียนพระท้องถิ่นเชียงใหม่รุ่นเก่าหลายท่าน  อย่างเช่น "ลุงเหมอ" เสมอ บรรจง, "เฮียเพียว" ประทีป ไตรรัตนานุภากุล, "เฮียโทนี่" สันติ อัศวเดชาฤทธิ์ ซึ่งล้วนอยู่ทันในเหตุการณ์พิธีปลุกเสกพระหลวงพ่อทวด ที่วัดพระสิงห์ เมื่อปี ๒๕๑๒ ต่างยืนยันว่า เป็นพระที่พระอาจารย์ทิมนำมามอบให้ ท่านเจ้าคุณธรรมราชานุวัตร เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ก่อนปี  ๒๕๑๒ 
 "ลุงเหมอ" เสมอ บรรจง กล่าวว่า “ในวันพิธีปลุกเสก เมื่อปี ๒๕๑๒ ผมได้เข้าไปกราบพระอาจารย์ทิม และได้ร่วมทำบุญ ๑๐๐ บาท พระอาจารย์ทิมได้มอบพระหลวงพ่อทวด พิมพ์กลาง (วัดพระสิงห์) ให้ ๑ องค์ ซึ่งผมยังแขวนอยู่ในคอจนทุกวันนี้ และในพิธียังมีการตั้งโต๊ะให้เช่าบูชาพระหลวงพ่อทวดเป็นถุงๆ ถุงละ ๑๐๐ บาท (มีพระ ๕ องค์) หลังพิธีผมยังได้ไปเช่าพระที่วัดอีกหลายครั้ง สมัยนั้นคนบ้านเรายังไม่ค่อยมีคนรู้จักพระหลวงพ่อทวดกันมาก เหมือนเดี๋ยวนี้”
   ขณะที่ "เฮียเพียว" ประทีป ไตรรัตนานุภากุล เล่าว่า “สมัยปี ๒๕๐๙-๒๕๑๐ ผมได้พบเห็นพระหลวงพ่อทวด มีให้บูชาอยู่ในวัดพระสิงห์ และวัดหม้อคำตวงแล้ว โดยให้บูชาองค์ละ ๕ บาท แต่ไม่ได้รับความนิยม เพราะคนท้องถิ่นไม่รู้จัก ไม่เหมือนพระครูบาเจ้าศรีวิชัย ผมคิดว่า พระหลวงพ่อทวดนี้ ท่านอาจารย์ทิมคงนำมามอบให้วัดพระสิงห์ ก่อนปี ๒๕๑๒ เนื่องจากท่านอาจารย์ทิมมีความสนิทสนมกับท่านเจ้าคุณธรรมราชานุวัตร เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ สมัยนั้น และเมื่อได้มาร่วมในพิธีปลุกเสก ปี ๒๕๑๒ ก็ได้นำมาร่วมพิธีปลุกเสกอีก ช่วงนั้นคนนิยมเช่าพระร่วงหลังรางปืน และเหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมากกว่า จนหมดภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือน พระกริ่งนเรศวรและพระชัยวัฒน์ มีคนจองหมดก่อนพิธีปลุกเสก ส่วนพระหลวงพ่อทวดยังเหลืออยู่ที่วัดพระสิงห์นานนับสิบปี กว่าจะหมด”
    ทางด้าน "เฮียโทนี่" สันติ อัศวเดชาฤทธิ์ ผู้ได้พระหลวงพ่อทวดตกค้างอยู่ที่วัดพระสิงห์มากที่สุด เล่าว่า “หลังจากท่านเจ้าคุณพระธรรมราชานุวัตร มรณภาพ กุฏิของท่านก็ถูกปิดตาย จนถึงปี ๒๕๓๕ กุฏิทรุดโทรมลง เพราะถูกปลวกกิน ทางวัดจึงรื้อถอนกุฏิเก่าออก เพื่อซ่อมแซม ทำให้พบพระหลวงพ่อทวดหลายร้อยองค์ บรรจุในถุงผ้าขาวขนาดใหญ่ ใส่เป็นถุงๆ ถุงละ ๕ องค์ นอกจากนี้ยังพบเหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่น ๒ เหรียญรูปไข่ ปี ๒๕๐๒ อีกร่วมสิบเหรียญ และพระบูชาหลวงพ่อทวด เนื้อปูนผสมว่าน หน้าตัก ๓ นิ้ว อีกหลายองค์ ทางวัดพระสิงห์ได้นำออกให้เช่าบูชาองค์ละ ๑๕๐-๓๐๐ บาท จนพระใกล้จะหมด จึงตั้งราคาทำบุญไว้องค์ละ  ๕๐๐ บาท พระหลวงพ่อทวดได้หมดภายในปีเดียว”
 ท่านเจ้าคุณพระธรรมราชานุวัตร อดีตเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ มีความสนิทสนมกับ พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้มาก ท่านเล่าว่า พระหลวงพ่อทวดที่ทางวัดพระสิงห์นำออกให้เช่าบูชานั้น เป็นพระหลวงพ่อทวดที่พระอาจารย์ทิมสร้างจากวัดช้างให้ ปี ๒๕๐๖ แล้วนำมามอบให้วัดพระสิงห์ ๑ กล่อง จำนวนหลายพันองค์ โดยพระบรรจุอยู่ในถุงพลาสติก ถุงละ ๕ องค์ ๕ พิมพ์ ด้วยกัน ในถุงยังมีกระดาษพิมพ์คาถาบูชาหลวงพ่อทวด "นะโมโพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา" ใส่มาด้วย และในพิธีพุทธาภิเษก พระกริ่งนเรศวรเมืองงาย ปี ๒๕๑๒ ท่านเจ้าคุณได้นำพระหลวงพ่อทวดนี้เข้าพิธีอีกครั้งหนึ่ง พิธีครั้งนี้พระอาจารย์ทิมได้มาร่วมพิธีด้วย
 พระหลวงพ่อทวด วัดพระสิงห์ มี ๕ พิมพ์ คือ ๑.พิมพ์ใหญ่ ฐานรอยพระบาท องค์หลวงพ่อทวดคล้ายกับพระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นลอยน้ำ ปี ๒๕๐๒-๒๕๐๘ นั่งบนฐาน ประทับด้วยรอยพระบาท พิมพ์นี้มีเอกลักษณ์ ออกแบบได้สวยงาม ไม่ซ้ำพิมพ์กับพระหลวงพ่อทวดที่สร้างจากวัดไหนเลย เป็นพิมพ์นิยม
 ๒.พิมพ์ใหญ่ ฐานบัว องค์พระฟอร์มเดียวกับพิมพ์ฐานรอยพระบาท ต่างกันแค่ฐานรองรับองค์พระ เป็นฐานบัวคว่ำบัวหงาย มี ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์ลึก และพิมพ์ตื้น
 ๓.พิมพ์กลาง ฟอร์มองค์พระเหมือนกับพระหลวงพ่อทวด พิมพ์หลังเตารีดใหญ่ เข้าใจว่าถอดพิมพ์จากพิมพ์หลังเตารีดของวัดช้างให้ พิมพ์นี้มีน้อย
 ๔.พิมพ์เล็ก ฟอร์มองค์พระเหมือนกับพระหลวงพ่อทวด พิมพ์หลังตัวหนังสือ น่าจะถอดพิมพ์มา เหมือนพิมพ์กลาง พระพิมพ์นี้ส่วนใหญ่จะสวย และคมชัด ด้านหลังเรียบ
 ๕.พิมพ์จิ๋ว ขนาดเล็กกว่าทุกพิมพ์ เข้าใจว่าแกะพิมพ์ขึ้นมาใหม่ เจตนาสร้างสำหรับให้เด็กใช้แขวน ความสวยงามและรายละเอียดมีน้อยกว่าพิมพ์อื่นๆ ความนิยมก็เลยเป็นรอง
 นอกจากนี้ พระหลวงพ่อทวด พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็ก พระอาจารย์ทิมยังนำไปแจกที่วัดไทร จ.นครสวรรค์ อีกด้วย
 วัสดุที่ใช้สร้าง เป็นพระเนื้อว่านผสมดินละเอียด และผงเกสรดอกไม้ เป็นเทคนิคการสร้างพระของสำนักเขาอ้อ จ.พัทลุง สีของพระขึ้นอยู่กับปริมาณว่านที่ใช้ผสมว่ามากหรือน้อย เนื้อพระสีออกดำ เพราะผสมว่านและดินกากยายักษ์มาก และสีจะออกเทา ถ้าผสมดิน และผงมากกว่าว่าน สีน้ำตาลก็มี แต่จำนวนน้อย

 87 
 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2013, 11:20:17 PM 
เริ่มโดย ภูธรนิวส์ - กระทู้ล่าสุด โดย ภูธรนิวส์
เหรียญที่ระลึกงานพระเมรุ รศ.119
เนื้อเงิน ราคา หลักหมื่นกลาง

เหรียญรุ่นนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ สร้างเพื่อแจกในงานพระบรมศพและพระศพเจ้านาย ๕ พระองค์ เมื่อปี ๒๔๔๓ ด้านหน้าเป็นรูปตราฉัตร ๕ ชั้น และ ๓ ชั้น และมีข้อความว่า “งานพระเมรุท้องสนามหลวง ๑๑๙” ด้านหลังมีตราราชสัญลักษณ์ประจำแต่ละพระองค์อยู่บนพื้นลายกนกคือ
๑. ซ้ายบน เป็นรูปพระจุลมงกุฎขนนก (พระเกี้ยว)ซึ่งเป็นตราของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร
๒. ซ้ายล่าง เป็นรูปพระมงกฏครอบดวงอาทิตย์เปล่งรัศมี ซึ่งเป็นตราของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย กรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์
๓. ตรงกลาง เป็นรูปปราสาท ๓ ยอด ซึ่งเป็นตราของพระเจ้ามหัยยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร
๔. ขวาบน เป็นรูปพระชฎาครอบจักรมีปีก ซึ่งเป็นตราของพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิวงศ์
๕. ขวาล่างเป็นรูปพระชฎาครอบดอกไม้ ซึ่งเป็นตราของสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงศิราภรณ์โสภณ
                                เหรียญรุ่นนี้มีชนิดเนื้อเงินกะหลั่ยทอง เนื้อเงิน และเนื้อทองแดง ด้านข้างเหรียญเป็นแบบปั้มข้างกระบอก ยกขอบขึ้นรอบด้าน เป็นเหรียญที่มีศิลปะลวดลายสวยงามสมกับเป็นฝีมือการออกแบบของช่างหลวง ลักษณะเหรียญค่อนข้างหนา อายุสร้างผ่านมากว่า 100 ปี ปัจจุบันจึงเป็นเหรียญที่หาดูชมได้ยาก อีกเหรียญหนึ่งครับ

 88 
 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2013, 11:06:19 AM 
เริ่มโดย ภูธรนิวส์ - กระทู้ล่าสุด โดย ภูธรนิวส์
      วันที่ 10 พฤษภาคม 2556 เวลา 18.00 น.ที่ผ่านมา  ณ สนามกีฬากลางจังหวัดเชียงราย  "ช้างศึกมังราย"เชียงราย ซิตี้ ทีมอันดับ 5 ตารางคะแนนฟุตบอลรายการ เอไอเอส ลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 โซนภาคเหนือเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของแพร่ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 8 ของลีกเดียวกัน โดยในวันนี้เชียงรายซิตี้ขาด 3 ผู้เล่นตัวสำคัญได้แก่ธวัชชัย บุญศรี(กัปตันทีม) , กิตติพงศ์ บัวทอง และสเตฟราน แรนดี้(นานา) ศูนย์หน้าผิวหมึก ติดโทษแบนไม่ได้ลงเล่นในนัดนี้ แต่โชคดีที่ได้พลกฤต ศรีสำราญ กลับมายืนคุมเกมในแดนหลัง ลงสนามด้วยระบบ 4-4-2 โดยให้อาทิตย์ ภิระบรรณ ยืนเป็นหัวหอกล่าตะข่ายรวมกับ กฤษดา สิงห์คำหน่อแก้ว ส่วน"ม้าศึกคะนอง" ส่งชุดที่ดีที่สุดลงสนาม โดยมาในระบบ
5-4-1 ทิ้งสุริยงค์ เพ็ชรหาร กัปตันทีม ไว้ในแดนหน้าล่าประตู

      เริ่มเกมเชียงราย ซิตี้เขี่ยบอลก่อน และพยายามลำเลียงบอลเข้าในในแดนของทีมเยือนในขณะที่แพร่พยายามเล่นอย่างรัดกุมคุมพื้นที่ไว้ทำให้ช่วงแรกๆ เกมส่วนใหญ่อยู่กลางสนาม
     
      นาทีที่  17 แพร่ยูไนเต็ดออกนำ 1-0 เมื่อนัทธพงษ์ จันทร์เพ็ญ หลุดไปถึงเส้นหลังก่อนเปิดมาหน้าประตู ศุทธิมัติ ติ๊บบรรหาร ผู้รักษาประตูเจ้าบ้านคว้าลูกหลุดมือมาเข้าทางอัสฮา ตีมุง ซัดเผาขนบอลเข้าไปตุงตะข่าย
     หลังเสียประตูเจ้าบ้านเดิมเกมบุกเต็มตัว  นาทีที่ 38 เชียงรายซิตี้ ได้ลูกตีเสมอ เมื่อกิตติศักดิ์ มีแสง เปิดลูกเตะมุมเข้ามาในกรอบเขตโทษ ก่อนที่ณัฐวัฒน์  วงประเสริฐ จะซุดด้วยขวาเป็นประตู เชียงรายไล่ตีเสมอแพร่ 1-1
     นาทีที่ 44 "ช้างศึกมังราย"มาเหลือผู้เล่น 10 คนเมื่อชลวิทย์ คนึงคิด ไปทำฟาล์ว อัสฮา ตีมุง ของแพร่ที่วิ่งไล่เบียดกันมาล้มลง  กรรมการไม่รอช้าชักใบแดงไล่ชลวิทย์ คนึงคิด ออกสนามไปแบบค้านสายตาแฟนบอล เวลาที่เหลืออยู่ในครึ่งแรกทั้งสองทีมทำอะไรกันไม่ได้เสมอกันอยู่ 1-1


    ครึ่งหลังแพร่ ยูไนเต็ดเขี่ยบอล และบุกใส่เจ้าบ้านที่เหลือเพียง 10 คนทันที่
    นาทีที่ 49 ทัศพล  อินแก้ว กัปตันทีมเชียงรายซิตี้ เกือบทำประตูออกนำเมื่อลองยิงลูกไกลนอกกรอบโทษ ประมาณ 18 หลา แต่ลูกโค้งออกข้างสนามไปอย่างน่าเสียดาย
    นาทีที่ 67 เชียงรายซิตี้ชวดลูกขึ้นนำอีกครั้งเมื่อกฤษดา สิงห์คำหน่อแก้วยิงไกลนอกกรอบโทษแต่บอลพุ่งไปชนเสากระเด้งออกมา ชุนมุนก่อนมาเข้าเท้ากฤษดายิงซ้ำแต่ติดบล็อกของกองหลังแพร่ที่สกัดบอลออกมาพ้นอันตรายไปได้
   นาทีที่ 68 เชียงรายขึ้นนำเมื่อณัฐวัฒน์  วงประเสริฐ ผู้เล่นเจ้าบ้านยิงไกลระยะประมาณ 25 หลา บอลผ่านมือโจล เธอริล ผู้รักษาประตูทีมแพร่เข้าไปแบบสุดสวยเชียงรายนำแพร่ 2:1
   แต่แค่ 1 นาทีถัดมา นาทีที่ 69 แพร่ ยูไนเต็ด ได้ลูกตีเสมอจากการประสานงานของกาเมร่าที่เปิดบอลจากริมเส้นฝั่งขวามาให้อัสฮา ตีมุงที่วิ่งเข้ามาแปรโล่งๆ แพร่เสมอเชียงราย 2-2
 หลังเจ้าบ้านที่มีผู้เล่นเพียง 10 คน ถูกไล่ตีเสมอก็พยายามเดินเกมบุกใส่ทีมเยือนแต่ก็ถูกโต้กลับและแพร่เกือบได้ลูกขึ้นนำหลายครั้งแต่แดนหน้าพลาดเองหมด และในช่วงทดเวลาการแข่งขัน 3 นาที ในนาที 90+3 กาเมร่า ผู้เล่นของแพร่หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงตุงตะข่าย ทำให้เชียงราย ซิตี้พ่ายให้กับแพร่ ยูไนเต็ดไปในที่สุด 2-3
 

      สุรศักดิ์ แรดสอน หัวหน้าผู้ฝึกสอน แพร่ ยูไนเต็ดกล่าวว่า เกมวันนี้สูสีกันและเมื่อมีฝนตกลงมาทำให้ค่อนข้างเล่นยาก ทีมเจ้าบ้านเล่นได้ดีซึ่งการที่แพร่มาได้ประตูสำคัญในช่วงทดเจ็บเป็นเรื่องที่ดีทำให้ชนะในที่สุด ส่วนเกมในนัดเจอสุโขทัย เอฟซี ในบ้านจะต้องมีการเน้นย้ำในเรื่องสมาธิ การสื่อสารต้องมีการปรับกันใหม่ เน้นเกมรับ มีแต้มในบ้านก็พอใจ
     นิรุทน์  ศรีทอง ผู้ฝึกสอน เชียงรายยูไนเต็ดกล่าวว่า ขอชื่นชมลูกทีมที่เล่นได้ดีแม้ว่ามีตัวผู้เล่นน้อยกว่าแพร่  ในครึ่งหลังที่เหลือผู้เล่น 10 คนก็ได้เน้นย้ำสมาธิของนักเตะให้อยู่ในเกม และอย่ากังวลโดยเฉพาะปัญหาเดิมกรรมการที่ตัดสินค้านสายตา จริงๆในวันนี้หวัง 3 แต้มเต็มแต่เมื่อชลวิทย์ คนึงคิดโดนใบแดงแบบค้านสายตาทำให้ต้องปรับแผนการเล่นใหม่แต่เมื่อได้ลูกขึ้นนำหากเด็มีสมาธิทางแพร่ก็จะทำงานยากขึ้นผลออกมาไม่น่าจะออกมาแบบนี้ และในเกมบุไเยือนพิจิตร ในวันที่ 19 พฤษภาคม นี้ ทางทีมของเราก็คงเดินหน้าต่อไป ความหวังยังมีตลอดเวลา เกมที่ผ่านมาก็ถือเป็นบทเรียนของทีม..............

 89 
 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2013, 10:57:38 AM 
เริ่มโดย ภูธรนิวส์ - กระทู้ล่าสุด โดย ภูธรนิวส์
      เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2556 เวลา 18.30น. ที่ผ่านมา ณ สนามยูไนเต็ดสเตเดี้ยม  "กว่างโซ้งมหาภัย"เชียงราย ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 5 ของฟุตบอลรายการ"โตโยต้า" ไทยพรีเมียร์ลีกเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ "ปลาทูคะนอง"สมุทรสงคราม เอฟซี ทีมอันดับที่ 15 ของดิวิชั่นเดียวกัน โดยทั้งสองทีมยังไม่พบกับชัยชนะในเกมลีกนี้เลย   โดยในวันนี้เจ้าบ้านขาดผู้เล่นตัวสำคัญอย่้างอย่างเจ้า เจษฏา จิตสวัสดิ์ กับ เลโอนาโด เฟอร์ไรร่า ที่ยังไม่ฟิตเต็มร้อย ลงสนาม  ส่วนทีมเยือนส่งตัวหลักอย่างพาร์ค แจฮอน, อดิศร แดงเรือง, กันตภณ  สมพิยานุรักษ์ ลงสนาม

      เริ่มเกมมาได้ 5 นาที เชียงรายเจ้าบ้านก็ได้เตะลูกฟรีคิกก่อน เลอันโดร อัสซัมพ์เซา รับหน้าที่ปั่น แต่บอลเหินข้ามคานออกไป
      นาทีที่ 22 เจ้าบ้านเกือบได้สกอร์ขึ้นนำจากศุภชัย  คมศิลป์ที่ปั่นฟรีคิกจากมุมขวากรอบเขตโทษ บอลพุ่งแรงและมุดเข้าเสาแรก แต่ ลูคัส ดาเนียล นายด่านของสมุทรสงครามก็เหินปัดเอาไว้ได้ทัน
     นาทีที่ 36 เจ้าบ้านได้ลุ้นอีกครั้ง จากฟรีคิกอีกเช่นเคย โดย อัสซัมพ์เซา สาดเข้ามาหน้าประตู แต่นายด่านของทีมเยือนปัดออกมาได้ ก่อนที่เชียงรายแถวสองจะเก็บบอลได้ แล้วหวดสวนเข้าไปอีกที บอลตรงกรอบ แต่ ลูคัส ก็ปัดเอาไว้ได้อีกครั้ง
    เจ้าบ้านยังเป็นฝ่ายครองเกมเอาไว้ได้ตลอด แต่จังหวะสุดท้ายเป็นฝ่ายทำเสียเองหมด จบครึ่งแรก  เสมอกันอยู่ 0-0

       ครึ่งเวลาหลัง เจ้าบ้านเดินเกมบุกเต็มสูบหวังทำประตูขึ้นนำ  นาที 66 ชิลแบร์ ของทีมเยือนเลี้ยงบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษ ก่อนจ่ายต่อให้กับอรรถนพ ชัยแป้น ยิงอัดไปติดหัวแนวรับเชียงรายยูไนเต็ด และแฉลบเฉี่ยวเสาออกไป ปลาทูคะนองพลาดออกนำ
      นาทีที่ 86  กองเชียร์สมุทรสงคราม เกือบได้เฮ เมื่อ  กิลเบิร์ท  คูมสัน พาบอลเข้ามาถึงปากประตูก่อนจะตวัดไปทางเสาสอง แต่ผู้เล่นที่เติมขึ้นมาเตะหวืดไปแบบน่าเสียดาย

     เวลาที่เหลืออยู่ทั้งสองทีมทำอะไรกันไม่ได้เสมอกันไป 0:0  แบ่งไปคนละแต้ม
  หลังเกมการแข่งขัน"น้าฉ่วย" ปัญญา หาญลำยวง ผู้ฝึกสอนทีมสมุทรสงครามเอฟซี กล่าวว่าในเกมการแข่งขันในวันนี้รู้สึกกดดันมาก จะบอกว่ามีนอกมีในก็ไม่อยากพูดแต่ทำหน้าที่ได้ลำเอียงมากซึ่งฟุตบอลจะได้พัฒนากรรมการต้องใจเป็นธรรม นักฟุตบอลต้องมีสปีริตซึ่งทั้งสองทีมในวันนี้ทำได้ดีมากแต่ติดที่กรรมการที่ทำให้เกมมันเดือด ไม่เป็นไรเพราะวันนี้เราเก็บแต้มได้ และขอให้ทีมเชียงราย ยูไนเต็ดและสมุทรสงคราม เอฟซี ไม่ตกชั้นทั้งนี้หากกลุ่มท้ายตารางยังไม่หนีกันมาห่างกันไม่เกิน 5 แต้มก็ลุ้นหนีตายซึ่งอยู่กับเลกที่สองว่าใครจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดี ในเลกที่สองมีการเสริมนักเตะแนน่อนแต่จะได้เท่าไหร่เพราะทีมของเรามีงบทำทีมแค่ 30 ล้านบาท
   ส่วน สโมสรเชียงราย ยูไนเต็ดได้ส่งเจ้าหน้าที่ทีมมาชี้แจงว่า สเตฟาโน  คูกูร่า(เตโก้) ผู้ฝึกสอนของทีม ประธานสโมสร ของดให้สัมภาษณ์ในช่วงนี้เนื่องจากสถานการณ์ไม่ดี จากนั้นเจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็เดินจากไปโดยบริเวณด้านนอกของห้องแถลงข่าวได้มีแฟนบอลของ"กว่างโซ้ง"จำนวนหนึ่งที่เดินทางมาจากอำเภอเชียงของที่มีนายประพฤทธิ์  เป็นแกนนำ ได้ ตะโกนขับไล่ สเตฟาโน  คูกูร่า(เตโก้)ผู้ฝึกสอนของทีม ประธานสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด เป็นระยะๆ และขอให้เปลี่ยนตัวโค๊ชทันทีเนื่องจากที่ผ่านมาผลงานไม่ดี จัดตัวผู้เล่นไม่เหมาะสม ซึ่งหากสโมสรไม่รีบดำเนินการเชื่อว่าไม่นานแฟนบอลที่เคยติดตามเชียร์จะไม่มาชมและเชียร์ทีมเชียงราย ยูไนเต็ด"อีกแล้ว

  ล่าสุดมีข่าวลือ! การปลดโค๊ช เตโก้ แต่บอร์ดผู้บริหารสโมสรยังคงปฏิเสธในเรื่องดังกล่าวและยังไว้ใจให้เต้โกปฏิบัติหน้าที่ต่อไป.....

 90 
 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2013, 11:41:55 AM 
เริ่มโดย ภูธรนิวส์ - กระทู้ล่าสุด โดย ภูธรนิวส์
นายวันชัย  จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงรายเข้ารับประทานรางวัลเกียรติยศ “ตาชั่งทอง” (บุคคลสงเคราะห์แห่งปี) ประจำปี ๒๕๕๖ จากคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช องค์ประธานพิธี ที่มอบให้แก่บุคคลตัวอย่างที่ให้การสนับสนุนกิจการสงเคราะห์เด็กและเยาวชนให้เป็นเด็กดีของสังคม เพราะเยาวชนคือกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต ณ  ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานครฯ

หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10